Mar 26

คุณเคยสงสัยกันรึเปล่าว่า ก่อนที่เราจะรักใครสักคน มันจะต้องมีเหตุผลอะไรประกอบบ้าง บางคนบอกว่า ก็เขาน่ารัก นิสัยดี สวย หล่อ และอะไรอีกมากมาย หลายคนอาจเชื่อในพรหมลิขิต ที่เบื้องบนดลบันดาลให้คนทั้งสองมาพบกัน แต่พอคิดอีกทีมันก็เป็นเรื่องที่ยากต่อการพิสูจน์ ปริทรรศน์วันนี้เรามีคำตอบให้คุณผู้อ่านคลายข้อสงสัยดังกล่าว แม้ว่าเรื่องที่เรากำลังจะนำเสนอยังต้องรอการพิสูจน์อย่างเป็นทางการอยู่

เคยสงสัยในความรู้สึกของตัวเองหรือไม่ว่า ทำไมเราถึงได้เกิดความรู้สึกรักใครบางคนขึ้นมาได้ ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้หล่อ รวย หรือเป็นคนดีอะไร แล้วอะไรกันล่ะที่ทำให้เราหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ หรือเขินอายเพราะทำอะไรเปิ่นๆ ออกไป

นิตยสาร Her World ได้อธิบายเรื่องสารฟีโรโมน ที่เขียนโดย นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ ว่า สารฟีโรโมน เป็นสารที่มนุษย์ไม่สามารถรับรู้ได้ด้วยกลิ่นเหมือนอย่างมดหรือผึ้ง แต่เราสามารถรับรู้ได้ทางสมอง สังเกตได้โดย เมื่อไหร่ก็ตามที่เราไปเจอคนที่ตรงสเปก หรืออยู่ดีๆ ก็เกิดความรู้สึกปลื้ม ชอบ ประทับใจขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล ความรู้สึกนี้แหละที่เรียกว่าสารฟีโรโมนในร่างกายเรากำลังทำงาน ที่สำคัญอีกข้อคือถ้าผู้หญิงคนไหนที่ติดพ่อมาก หรือรักพ่อมากๆ หากเธอได้ไปพบเจอชายที่มีกลิ่นหรือนิสัยคล้ายพ่อเมื่อไหร่ ผู้หญิงคนนั้นมักจะตกหลุมรักเขาไปโดยไม่รู้ตัว

จากหลักวิทยาศาสตร์ สู่หลักความจริง

ตามหลังวิชาการคำว่า ฟีโรโมน (Pheromone) นั้นเกิดจากการรวมกันของคำในภาษากรีก “Pherein” ที่แปลว่า to carry และ “Hormon” ที่แปลว่า to excite โดยกลุ่มนักวิจัยยุคแรก คือ Karlson และ Luscher ได้คิดค้นคำนี้ในปี ค.ศ. 1959 และอาจเรียกฟีโรโมนว่า ecto-hormones กล่าวคือเป็นสารเคมีที่หลั่งออกจากร่างกายแล้วไปมีผลต่อพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตชนิด (สปีชีส์) เดียวกัน เช่น ฟีโรโมนที่มดหลั่งออกมาไม่ได้มีผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ และฟีโรโมนที่มนุษย์เราผลิตขึ้นก็มีผลต่อมนุษย์เราด้วยกันเองเท่านั้น เป็นต้น

เมื่อโมเลกุลของฟีโรโมนถูกหลั่งออกจากร่างกายทั้งจากระบวนการของร่างกายเราเองและปฏิกิริยาชีวเคมีของแบคทีเรียที่อาศัยอยู่บริเวณนั้น เช่น จากบริเวณรักแร้ สารคัดหลั่งที่อวัยวะเพศ น้ำปัสสาวะ และผิวหนังทั่วไป เป็นต้น เดินทางผ่านตัวกลางในอากาศ เมื่อจับกับตัวรับซึ่งคาดว่าเป็นตัวรับชนิดที่เรียกว่า Vemeronasal receptors ที่จมูก แล้วจึงส่งสัญญาณข้อมูลไปยัง Olfactory Bulb และประมวลผลขั้นสูงยังสมองส่วนต่างๆ ต่อ

ฟีโรโมนเป็นคำที่มาจาก คำภาษากรีก 2 คำรวมกันที่รวมกันแล้ว แปลความได้ว่านำเอาความตื่นเต้นมาให้ เป็นความตื่นเต้นในความรัก ตื่นเต้นที่จะได้มีการเจริญพันธุ์ ซึ่งเป็นที่ทราบกันมานานแล้วว่า สัตว์ทุกชนิดในห้วงเวลาที่มีการเจริญพันธุ์นั้นจะมีการหลั่งสารชนิดหนึ่งออกมา สารดังกล่าวเรียกกันว่าฟีโรโมน ส่วนมากแล้วจะหลั่งออกมาจากเพศเมีย เพราะต้องการเรียกให้ตัวผู้มาทำการผสมพันธุ์จะได้เจริญเผ่าพันธุ์ต่อไป ไม่สูญพันธุ์ไปเสียก่อน ต่อมาก็พบว่าปลาบางชนิดก็มีสารฟีโรโมนดังกล่าวด้วย เช่น ปลาฉลามและปลาแซลมอน ในสัตว์บกนั้นพบเกือบทุกชนิด และไม่เว้นแม้แต่สัตว์ปีกตัวเล็กๆ เช่น ตั๊กแตน ผีเสื้อ แต่ไม่พบในนก

โดยปกติแล้วฟีโรโมนเป็นสารที่ระเหยได้ และสร้างออกมาจากเพศหนึ่ง เพื่อกระตุ้นอีกเพศหนึ่งให้เกิดอารมณ์รักใคร่ อยากจะได้ไว้เป็นคู่ ฟีโรโมนออกฤทธิ์อย่างแรงในการกระตุ้นอารมณ์และความรู้สึกรักใคร่ อยากเป็นของกันและกันให้มากขึ้นในเผ่าพันธุ์เดียวกัน รับรองว่าฟีโรโมนของคุณไม่สามารถไปกระตุ้นม้าหรือช้างให้รักคุณได้เด็ดขาด

สารเรียกรักที่มากกว่า คำว่ารัก

เวลาที่พูดถึงฟีโรโมนนั้นมักจะเรียกกันว่า กลิ่นเรียกรัก แต่โดยแท้ที่จริงแล้ว ฟีโรโมนนั้นไม่มีกลิ่นที่รับรู้ได้จากทางจมูก ซึ่งกลิ่นที่ไม่มีกลิ่นดังกล่าวคนเราจะรับรู้ได้จากสมอง โดยฟีโรโมนจะหลั่งออกมาเพียงน้อยนิด แต่ก็สามารถที่จะเรียกคู่ได้จำนวนมหาศาล โดยปกติแล้ว ฟีโรโมนมักจะหลั่งออกมาจากเพศหญิงเพื่อที่จะให้ชายมาหลงรัก

คุณจำได้ใช่ไหมว่า ฟีโรโมนแท้ๆ นั้นไม่มีกลิ่น ดังนั้น รับรองว่าไม่ใช่กลิ่นที่เรียกว่าสาบสาวอย่างเด็ดขาด เป็นที่เชื่อกันมานานแล้วว่า สัตว์เพศผู้ทั้งหลายมีตัวรับกลิ่นเสน่ห์หรือฟีโรโมนดังกล่าวอยู่ในสมอง จึงสามารถที่จะหลงเสน่ห์เพศเมียได้ ในขณะที่สัตว์เพศเมียไม่มีตัวรับกลิ่นดังกล่าว จึงไม่มีการหลงเสน่ห์ตัวเอง ในสัตว์บกบางชนิดนั้น ตัวผู้ก็มีฟีโรโมนเหมือนกันและเป็นตัวกระตุ้นให้ตัวเมียเกิดการตกไข่ เช่น ในกระต่ายและหนูนั้นตัวเมียจะเกิดการตกไข่ก็ต่อเมื่อได้กลิ่นฟีโรโมนของตัวผู้เท่านั้น

ไม่เกิน 10 ปีที่ผ่านมาที่มีการสกัดเอาฟีโรโมนของมนุษย์เราออกมาได้เป็นผลสำเร็จ โดยสกัดเอาฟีโรโมนจากผิวหนัง ซึ่งเมื่อนำเอาสารสกัดดังกล่าวไปทดสอบกับอาสาสมัครจำนวน 40 คน ผลการทดลองนั้น อาสาสมัครตอบว่ามีความรู้สึกดี เป็นมิตร และอยากตอบสนองต่อความรัก พูดง่ายๆ ก็คือทำให้มีอารมณ์แห่งความรักนั่นเอง

และเนื่องจากเคยมีการวิจัยพบว่า ในน้ำหล่อลื่นและตกขาวตามธรรมชาติของผู้หญิงที่สะอาดนั้น มักจะมีกลิ่นที่ชวนให้วาบหวาม และบางกลิ่นระเหยออกมาจากจุดซ่อนเร้นของสัตว์บกที่เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิดในบางห้วงเวลา เมื่อวิเคราะห์ออกมาแล้ว ปรากฏว่าประกอบไปด้วยกรดไขมันบางชนิดที่มีโครงสร้างคล้ายฟีโรโมนด้วย และคุณผู้ชายที่พิสมัยการทำรักด้วยปากกับส่วนนั้นของแฟนคุณ เคยลองสังเกตดูบ้างไหมว่า ในบางช่วง เช่น วันไข่ตกกลิ่นจะเปลี่ยนไป บางครั้งพบว่าผู้หญิงจะมีกลิ่นสะอาด หอมเย้ายวนใจ ออกมาจากส่วนนั้นเหมือนกัน

ในปัจจุบันพบว่า ฟีโรโมนของคนเรานั้นจะหลั่งออกมาในปริมาณน้อยนิด จากน้ำมันบริเวณผิวหนังรอบๆ หัวนม, ใต้รักแร้ และบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์

ฟีโรโมนของคนมีโครงสร้างคล้ายฮอร์โมน Dhea ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สร้างมาจากต่อมหมวกไต เป็นต่อมเล็กๆ ที่อยู่เหนือไตทั้งสองข้าง แค่เหมือนเท่านั้น ไม่ใช่เหมือนทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าฟีโรโมนมีโครงสร้างคล้ายฮอร์โมน และออกฤทธิ์ต่อประสาทสมองส่วนจิตใต้สำนึกที่ทำให้คิดถึงเรื่องราวพื้นฐาน ซึ่งก็คือการเจริญพันธุ์ของมนุษยชาติ

ฟีโรโมนจึงทำให้เกิดอารมณ์รักใคร่ อารมณ์เพศ และกระตุ้นให้มีความต้องการทางเพศต่อเพศตรงข้าม ร่างกายของคนเราจะหลั่งฟีโรโมนออกมาก็ต่อเมื่อเจอกับเพศตรงข้ามที่พึงพอใจ และเมื่อตนเองมีอารมณ์เพศเท่านั้น คือ ทำให้เกิดความรัก และเพิ่มอารมณ์ที่จะมีสัมผัสรักทางกายต่อกันและกัน เมื่อคุณเกิดความรักในเขาและเธอ ฟีโรโมนก็จะหลั่งออกมา ไปกระตุ้นให้ฝ่ายตรงข้ามได้รับทราบถึงความรักและความสนใจที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดการตอบสนองตามมา

มีการศึกษาพบว่าผู้หญิงที่มีประจำเดือนไม่สม่ำเสมอแล้วเกิดไปแต่งงานขึ้น เธอมีเพศสัมพันธ์กับชายคนรักอย่างสม่ำเสมอ ไม่ช้าไม่นาน ประจำเดือนของเธอก็มาเป็นปกติ แพทย์หลายท่านพยายามอธิบายว่า เกิดจากเซ็กซ์ที่สุขสมทำให้เกิดมีการหลั่งสารแห่งความสุขออกมา จนนอนหลับผ่อนคลาย ฮอร์โมนของการเจริญพันธุ์จึงหลั่งออกมาดี ทำให้มีประจำเดือนเป็นปกติได้

ตาโต แก้มยิ้ม ความรู้สึกแรกของความรัก

ขณะที่ รศ.ดร.นัยพินิจ คชภัคดี โครงการศูนย์วิจัยชีววิทยาระบบประสาทและพฤติกรรมสถาบันวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า สารฟีโรโมนในคนยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่ามีจริงหรือไม่ แต่ในจมูกคนจะมีเส้นประสาททั้งหมด 12 คู่ และเส้นประสาทคู่ที่ 0 ในจมูกจะมีเส้นประสาทที่เกิดฮอร์โมนชื่อ Vemeronasal เป็นเส้นประสาทที่มีในสัตว์แคระ เช่น มด ผึ้ง หนู กระต่าย ซึ่งในคนยังไม่มีการระบุว่ามีสารดังกล่าวอยู่ โดยโครงการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีการวิจัยที่เสนอเกี่ยวกับฟีโรโมนในคนว่า กลิ่นรอบเดือนของผู้หญิงจะมีปฏิกิริยาด้านพฤติกรรมต่อเพศตรงข้าม และจากการวิจัยพบว่าเวลาที่นักศึกษาหญิงพักอยู่ในหอหญิงล้วน โดยไม่มีนักศึกษาชายอยู่ร่วมหอพัก รอบเดือนของนักศึกษาหญิงจะมาไม่สม่ำเสมอ แต่หากนักศึกษาหญิงพักในหอที่มีนักศึกษาชายรวมอยู่ด้วยมักจะมีรอบเดือนที่มาตามปกติ

ตามหลักฐานข้อหนึ่งที่เกิดขึ้นกับคนและมีลักษณะที่คล้ายกับสัตว์ชั้นต่ำคือ คนเราสามารถรับกลิ่นหอมต่างๆ ได้โดยใช้จมูกรับกลิ่น แต่คนเราสามารถรับกลิ่นที่เรียกว่ความหลงใหล ความชื่นชอบได้ทางสมอง ขณะที่สัตว์ชั้นต่ำจะมีสารดังกล่าวไว้เพื่อดึงดูดเพศตรงข้ามหรือป้องกันภัยจากศัตรู

ในปัจจุบันไม่มีหลักฐานที่ชี้ชัดว่าคนเรามีสารฟีโรโมนอยู่ในร่างกายจริง แต่ก็มีการวิจัยอยู่เรื่อยๆ ที่ยังไม่มีข้อสรุป โดยมีการวิชัยชิ้นหนึ่งที่ชื่อว่าเซ็กซ์ฟีโรโมน การวิจัยดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ทางธุรกิจการค้ามากมาย และทำให้เกิดความตื่นตัวทางเพศในการทำงานร่วมกัน เซ็กซ์ฟีโรโมนยังเป็นพฤติกรรมทางเพศที่ศึกษาแล้วพบว่า สิ่งแรกที่จะทำให้คนเราหลงใหลได้ก็คือรูปร่าง หน้าตา รอยยิ้ม ซึ่งจะมีความสำคัญมากกว่ากลิ่น มันจึงขึ้นอยู่กับการมองเห็นมากกว่า อีกข้อคือความรักจะขึ้นอยู่กับวัยของคนด้วยว่ามีประสบการณ์มาอย่างไร และขึ้นอยู่กับทัศ
นคติของบุคคล หากจะกล่าวว่าผู้หญิงมักชอบผู้ชายที่เหมือนพ่อ และผู้ชายมักจะชอบผู้หญิงที่เหมือนแม่ก็ไม่ผิดนัก

ในประสาทการมองเห็นของคน ครั้งแรกที่พบกัน หากมีพฤติกรรมตาโต แก้มยิ้ม มักจะเป็นที่สนใจของเพศตรงข้าม หรือที่เรียกว่าซิมโบลิค พิคเจอร์ และหากได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น จนมีโอกาสได้ออกเดท เดินเที่ยว ทานข้าวด้วยกัน หรือคุยกันแล้วมีรสนิยมที่เหมือนกัน และถ้าเป็นช่วงที่เพศหญิงมีรอบเดือน ผู้หญิงจะยิ่งมีฮอร์โมนเพิ่มมากขึ้น จนทำให้ร่างกายอบอุ่น ส่งผลมาถึงหน้าตาและทำให้สามารถดึงดูดเพศตรงข้ามได้มากขึ้น ส่วนผู้ชายก็จะมีกลิ่นกายเฉพาะตัว ซึ่งไม่ใช่กลิ่นเหงื่อ แต่เป็นกลิ่นหอมๆ ที่รับรู้ด้วยสมองมากกว่าจมูกในเรื่องของอารมณ์ ความรู้สึก ความหลงใหล การสื่อสารภายนอกร่างกาย เป็นการทำงานของสมอง

หญิง ชาย สัมผัสฟีโรโมนได้ต่างกัน

ปิยาภรณ์ รัตนโชติสกุล นักศึกษานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา เล่าให้ฟังว่าเคยดูเรื่อง ของสารฟีโรโมนในรายการเมก้า เครฟเวอร์ วันนั้นเขาทดลองเอาฝาแฝดชายมา 2 คน และให้ทั้งสองคนแยกไปอยู่ในตู้ที่จัดไว้ให้ โดยในตู้หนึ่งมีสารฟีโรโมนที่สกัดมาแล้วอยู่ด้วย แต่อีกตู้หนึ่งไม่มี แล้วก็เชิญผู้หญิงมาร่วมรายการ 5 คน วิธีการเล่นก็คือให้พวกเธอทั้ง 5 คน ปิดตาให้สนิทแล้วให้ใช้ความรู้สึกของตัวเองเลือกว่าชอบที่จะอยู่ตู้ไหนมากกว่ากัน ซึ่งการทดลอปรากฏว่าตู้ที่มีสารฟีโรโมนมีผู้หญิงเลือกถึง 4 คน ส่วนตู้ที่ไม่มีสารฟีโรโมน มีผู้หญิงเลือกแค่คนเดียว

การทดลองดังกล่าว ทำให้รู้ว่าสารฟีโรโมนมีผลต่อการดึงดูดต่อเพศตรงข้ามจริง เพราะผู้หญิงทั้ง 5 คนต่างปิดตา มองไม่เห็นหรอกว่าคนที่เธอเลือกจะหน้าตาเป็นยังไง ที่สำคัญที่สุดเขาทั้งสองเป็นฝาแฝดกัน สิ่งที่ผู้หญิงทั้ง 5 คนเลือกจึงเป็นเรื่องของความรู้สึกที่ดึงดูดจากเพศตรงข้ามมากกว่า

ปิยาภรณ์ ยังบอกอีกว่า ในส่วนตัวเธอเชื่อว่า สารฟีโรโมนมีอยู่จริง ถึงแม้ว่าจะไม่เคยดูรายการ เมก้า เครฟเวอร์ มาก่อนเธอก็เชื่ออย่างนั้นเพราะเธอเองก็เคยรู้สึกดี กับผู้ชายคนหนึ่งที่เธอเคยชอบ เธอเชื่อว่าผู้ชายทุกคนมีกลิ่นของตัวเอง ซึ่งทั้งเราและเขาต่างก็ไม่รู้หรอกว่า ไอ้กลิ่นที่ว่านี่มันเป็นยังไง เพราะมันไม่ใช่กลิ่นน้ำหอม หรือกลิ่นเหงื่อ แต่เรารู้แค่ว่ามันเป็นกลิ่นที่เกิดมาจากความรู้สึก กลิ่นดังกล่าวที่ว่านี่มันก็ไม่ใช่ว่าจะเกิดกับทุกคน มันเกิดได้เฉพาะบางคนเท่านั้น มันเป็นความรู้สึกของหัวใจที่มีอิทธิพล เป็นเหตุผลที่ไม่สามารถอธิบายได้

ด้าน โชติวรรณ รุจิประเสริฐวงศ์ หนุ่มเจ้าเสน่ห์ผู้มีประสบการณ์ในเรื่องของความรัก เล่าให้เราฟังว่า ฟีโรโมนเป็นฮอร์โมนที่หลั่งออกมาพร้อมกับกลิ่นตัวซึ่งมีอยู่ในร่างกายของเราทุกคน โดยแต่ละคนก็จะมีกลิ่นที่ต่างกันออกไป กลิ่นที่ว่านี่สามารถดึงดูดเพศตรงข้ามให้มาหลงเสน่ห์ตัวเราได้

“โดยส่วนตัวเชื่อว่า ฟีโรโมนเป็นสารที่สร้างความรู้สึกทางเพศได้ แต่ไม่ถึงขั้นเกิดความรักหรอก อย่างเช่นเราไปเจอผู้หญิงคนหนึ่งสวยมากๆ แต่เขาดันผิดกลิ่นที่เราชอบ เราก็ไม่อยากจะคบ โดยส่วนตัวเราไม่รู้นะว่าผู้ชายทุกคนจะเป็นเหมือนเรารึเปล่า คือเราคิดว่าผู้หญิงที่อยู่ในช่วงก่อนที่จะมีรอบเดือนเขาจะดูสวย ผิวพรรณเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล น่ารักเลยแหละ มันคงเป็นช่วงที่ผู้หญิงมีฮอร์โมนเยอะมากกว่าปกติ จึงทำให้เราสัมผัสได้ถึงความเสน่หา น่าหลงใหลในตัวของพวกเธอ” โชติวรรณ บรรยาย

แม้ว่าหลายคนจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สารฟีโรโมน สามารถสร้างกลิ่นที่รับรู้ได้ทางสมองจริง แต่เรื่องดังกล่าวก็ยังต้องมีการพิสูจน์กันต่อไป ในขณะที่หลายคนคิดว่าแล้วอะไรล่ะที่เป็นบทพิสูจน์ เรื่องของความรัก มันเป็นอะไรกันแน่ ฟีโรโมนหรือพรหมลิขิต หรืออะไรก็แล้วแต่

แต่สิ่งสำคัญที่สุดของคนที่กำลังมีความรัก หรือกำลังเสียใจ ผิดหวังอยู่ คือการใช้หัวใจและเหตุผลควบคู่กันในการตัดสินใจที่จะรักใครสักคน บางทีความรักอาจจะอยู่รอบๆ ตัวคุณ เพียงแต่คุณลองหยุด และก้าวเดินไปอย่างช้าๆ ดูบ้าง คุณอาจจะเจอก็ได้

*********************

อ้างอิงข้อมูลจาก
www.bloggang.com/viewblog.php?id=neuroguy&date
บทความของ นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ จากนิตยสาร Her World

********************

เรื่อง-ออรีสา อนันทะวัน

Mar 25

จากบทความของ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร ใน Thai Value Invester

ผมได้อ่านหนังสือเล่มเล็ก ๆ  เล่มหนึ่งเขียนโดย Keith Cameron Smith เรื่องความแตกต่างที่โดดเด่น  10 ข้อ ระหว่างคนรวยกับคนชั้นกลาง  และเห็นว่ามันมีความเป็นจริงอยู่พอสมควรจากการสังเกตของผม   ดังนั้น  จึง ขอนำมาเผยแพร่เพื่อที่ว่าเราจะได้รู้ว่าเราอยู่ในด้านไหนของสังคมและจะต้อง ทำอย่างไรเพื่อที่ว่าเราจะได้ย้ายจากการมีแนวโน้มที่จะเป็นคนชั้นกลางสู่ การเป็นคนรวย

ความแตกต่างข้อแรกก็คือ  เศรษฐีนั้นคิดยาวแต่คนชั้นกลางคิดสั้น   ว่าที่จริงคนที่คิดสั้นที่สุดก็คือคนจน  พวกเขามักจะคิดอะไรแบบวันต่อวันทำนองหาเช้ากินค่ำ   คนชั้นกลางนั้นมักจะคิดเป็นเดือนต่อเดือน  นั่นคือคิดถึงวันเงินเดือนออก   แต่คนรวยจะต้องคิดยาวเป็นปี ๆ  หรือเป็นสิบ ๆ ปี   ในใจของคนจนนั้น  เขามักคิดแต่เฉพาะเรื่องของความอยู่รอดเป็นหลัก  ในขณะที่คนชั้นกลางคิดถึงเรื่องความสุขสบายจากการจับจ่ายใช้สอยสินค้า   ส่วนคนรวยนั้น   เป้าหมายของพวกเขาชัดเจน   เขาต้องการความเป็นอิสระทางการเงิน      การคิดยาวนั้นมีพลังมหาศาล  เพราะมันจะทำให้เขาอดออมและลงทุนระยะยาวซึ่งจะทำให้เงินงอกเงยแบบทบต้นเป็นเวลานาน  และนี่คือสูตรสำคัญที่สุดในการที่จะทำให้คนมั่งคั่ง

ข้อสอง   คนรวยพูดเกี่ยวกับเรื่องไอเดีย  คนชั้นกลางพูดเกี่ยวกับสิ่งของ  และคนจนพูดถึงเรื่องของคนอื่น    นี่คงไม่ได้หมายถึงว่าคนรวยไม่พูดเกี่ยวกับเรื่องของสิ่งของหรือคนอื่น   แต่หมายถึงว่าคนรวยจะพูดถึงเรื่องของคนอื่นน้อยกว่าคนจนและมักจะเป็นคนที่มีแนวความคิดดี ๆ  หรือมีมุมมองต่าง ๆ  มากกว่าคนชั้นกลางและคนจน    เบื้องหลังของนิสัยในเรื่องนี้คงอยู่ที่ว่า    คนรวยนั้นมักจะมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่าคนจนซึ่งมักจะชอบ  “ซุบซิบนินทา”  เป็นนิจสิน   ในขณะที่คนชั้นกลางอาจจะเน้นการทำงานประจำ  ชอบพูดถึงเรื่องรถยนต์  ดนตรี  การพักผ่อนหย่อนใจ  เป็นต้น

ข้อสาม  คนรวยยอมรับการเปลี่ยนแปลง   คนชั้นกลางต่อต้านการเปลี่ยนแปลง    คนชั้นกลางรู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงจะคุกคามชีวิตความเป็นอยู่ที่ตนเองเคยชิน   ในขณะที่คนรวยนั้นคิดว่าการเปลี่ยนแปลงอาจนำมาซึ่งชีวิตที่ดีกว่า  เขาคิดว่าในการเปลี่ยนแปลงนั้นมักมีโอกาสที่เขาอาจจะฉกฉวยได้   เบื้องหลังนิสัยนี้อาจจะมาจากการที่คนรวยมีความมั่นใจสูงกว่าคนชั้นกลางที่มักจะกลัวว่าตนเองจะไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งใหม่ ๆ  ได้

ข้อสี่   คนรวยกล้ารับความเสี่ยงที่ได้มีการพิจารณาและไตร่ตรองดีแล้ว   คนชั้นกลางกลัวที่จะรับความเสี่ยง    นี่เป็นนิสัยที่เป็นจุดอ่อนมากที่สุดของคนชั้นกลางในความเห็นของผม    คนที่ไม่ยอมรับความเสี่ยงเลยนั้นจะพลาดที่จะได้ผลตอบแทนที่ดีโดยสิ้นเชิง     ในขณะที่คนที่กล้ารับความเสี่ยงอย่างที่ได้มีการศึกษามาเป็นอย่างดีจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้โดยที่ความเสี่ยงจริง ๆ  นั้นจะมีน้อยมาก       ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนที่สุดก็คือ   คน ชั้นกลางส่วนใหญ่นั้นมักจะกลัวการลงทุนในหุ้นหรือตราสารการเงินที่มีความ ผันผวนของราคาโดยที่เขาไม่พยายามศึกษาว่าในระยะยาวแล้วมันอาจจะมีความคุ้ม ค่ากว่าการฝากเงินในธนาคารมาก   ในอีกมุมหนึ่ง   คนที่กล้ารับความเสี่ยงอย่าง  “บ้าบิ่น”  เช่นคนที่เล่นหุ้นวันต่อวันเองก็ไม่ใช่นิสัยของคนรวย   คนรวยนั้นจะต้องรับความเสี่ยงเฉพาะที่มีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว

ข้อห้า  คนรวยเรียนรู้และเติบโตตลอดชีวิต   คนชั้นกลางคิดว่าการเรียนรู้จบที่โรงเรียน   นิสัยการเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ  นี้  ผมคิดว่าเป็นหัวใจเศรษฐีจริง ๆ     เพราะในความรู้สึกของผมเอง  การเรียนรู้จากโรงเรียนเป็นเพียงพื้นฐานที่เรานำมาศึกษาต่อด้วยตนเองได้   และเวลาหลังจากการเรียนในโรงเรียนนั้นยาวมากเป็นหลายสิบปี   ดังนั้น  ความรู้ส่วนใหญ่จึงควรที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่เราเรียนจบจากโรงเรียน    โดยนัยของข้อนี้   คนรวยจึงน่าจะมีนิสัยรักการอ่านหรือการหาความรู้ต่อไปเรื่อย  ๆ   ในขณะที่คนชั้นกลางนั้น  พอเรียนจบก็มักจะไม่สนใจอ่านหนังสือหรือหาความรู้ใหม่ ๆ  และความรู้ที่ผมคิดว่าคนชั้นกลางพลาดไปเพราะไม่มีการสอนในโรงเรียนก็คือ  ความรู้ทางด้านการเงินที่คนรวยมักจะศึกษาต่อเพราะเห็นถึงความสำคัญและอาจนำไปสู่ความร่ำรวยได้

ข้อหก   คนรวยทำงานเพื่อหากำไร  คนชั้นกลางทำงานเพื่อจะได้ค่าจ้าง   คนรวยมองว่านี่คือหนทางที่จะทำให้รวยได้มากกว่าแม้ว่าจะมีความเสี่ยง   ในขณะที่คนชั้นกลางนั้นมักจะไม่กล้าเสี่ยงและอาจจะมีความคิดสร้างสรรค์น้อยกว่า   จึงมุ่งไปที่การหางานที่จะมีรายได้แน่นอน   แต่รายได้จากการใช้แรงงานของตนเองนั้น   มีน้อยคนที่จะทำให้ตนเองรวยได้

ข้อเจ็ด   คนรวยเชื่อว่าพวกเขาจะต้องใจบุญสุนทาน   คนชั้นกลางคิดว่าพวกเขาไม่มีปัญญาที่จะทำบุญ   ข้อนี้ผมเองคงไม่มีคอมเม้นท์อะไร   ส่วนหนึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจเนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องของแต่ละคนที่ไม่ค่อยบอกหรือรู้กันยกเว้นกรณีที่เป็นการบริจาคใหญ่ ๆ  อย่างกรณีของบัฟเฟตต์หรือบิลเกต

ข้อแปด   คนรวยมีแหล่งรายได้หลากหลาย   คนชั้นกลางมีเพียงหนึ่งหรือสองแหล่ง   ข้อนี้ก็เช่นกัน  ผมเองไม่แน่ใจว่าคนรวยมีรายได้จากหลายแหล่งเพราะรวยแล้วจึงไปลงทุนในทรัพย์สินหลาย   ๆ  อย่าง  หรือมีทรัพย์สินหลายอย่างจึงทำให้รวย    แต่ที่ผมเห็นชัดเจนก็คือ   คนชั้นกลางนั้น  มักไม่ลงทุนในทรัพย์สินที่มีความเสี่ยงทำให้รายได้มักจะมาจากเงินเดือนเป็นหลัก

ข้อเก้า   คนรวยเน้นการเพิ่มขึ้นของความมั่งคั่งของตนเอง   คนชั้นกลางเน้นการเพิ่มของเงินเดือน    เป้าหมายของคนรวยนั้นอยู่ที่ว่าตนเองมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหนโดยมองที่ภาพรวม   ดังนั้น   ถ้าเขามีหุ้นอยู่  การที่หุ้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเขาก็มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นโดยที่เขาไม่ต้องเสียภาษี   แต่คนชั้นกลางพยายามทำงานเพื่อให้มีเงินเดือนสูงขึ้นแต่เขาอาจจะลืมไปว่าเขาจะต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นด้วย   สรุปก็คือ  คนรวยเน้นการลงทุนใช้เงินทำงานแทนตนเอง   คนชั้นกลางเน้นการใช้แรงงานของตนเอง

สุดท้าย  ข้อสิบ   คนรวยชอบตั้งคำถามที่เป็นบวกและสร้างกำลังใจ   เช่น  ฉันจะสร้างรายได้เป็นเท่าตัวในปีนี้ได้อย่างไร?   ในขณะที่คนชั้นกลางชอบตั้งคำถามที่เป็นลบและเสียกำลังใจเช่น  จะหาเงินมาจ่ายหนี้ค่าบัตรเครดิตเดือนนี้ได้อย่างไร ?

และนั่นก็คือความแตกต่าง  10 ข้อระหว่างคนรวยกับคนชั้นกลางที่มีคนตั้งข้อสังเกตไว้   ซึ่งผมเชื่อว่าส่วนใหญ่น่าจะเป็นจริง  แน่นอน  คนรวยบางคนก็มีคุณสมบัติที่เป็นแบบคนชั้นกลาง  และคนชั้นกลางจำนวนมากก็มีนิสัยแบบคนรวย   แต่ถ้าเราอยากรวย  ผมคิดว่า  การยึดนิสัยแบบคนรวยน่าจะทำให้เรามีโอกาสมากกว่า

Mar 25

  1. ผู้ชายที่ดี มักคิดว่า ควรจะมีอะไรที่พร้อมก่อน แล้วค่อยหาแฟน คือเรียนจบ ทำงานก่อน กว่าจะถึงตอนนั้น เด็กผู้หญิงที่น่ารักที่สุด ตอน ม.3 ก็แต่งงานไปเรียบร้อยแล้ว
  2. ผู้ชายที่ดี มักคิดมาก ว่าตัวเอง เหมาะสมไหม คู่ควรไหม หญิงที่ตนรัก มักสูงส่งเสมอ ตัวเองไม่คู่ควร เขาไม่รู้ว่า ผู้หญิงไม่ได้ต้องการความสมบูรณ์พร้อม เธอต้องการแค่ การเอาใจใส่ ดูแล ไว้วางใจ และพึ่งพาอาศัย
  3. ผู้ชายที่ดี มักคิดว่า หน้าตาเราไม่เหมาะสม กับคนสวยๆ หรอก คนที่ดีกว่าเรามีอีกมาก ไม่รู้หรอกว่า ผู้หญิง รักผู้ชายเพราะ หู มากกว่า ตา
  4. ผู้ชายที่ดี มักไม่รู้เรื่อง เสเพล สถานที่ท่องเที่ยว แหล่งมั่วสุม หรือว่า อบายมุข ซึ่งผู้หญิงสนใจ
  5. ผู้ชายที่ดี มักไม่มีมุขตลก เรื่อง ทะลึ่งตึงตัง ซึ่งผู้หญิง ชอบฟัง
  6. ผู้ ชายที่ดี ไม่เล่นการพนัน ชีวิตเรียบง่ายไร้ความเสี่ยง จึงรอหาคนที่เหมาะสม จีบแล้วไม่พลาดกว่าจะเจอก็ ย่าง 30 ซึ่งผู้หญิงที่เจอก็คือเพื่อนๆตอนเรียนปริญญาโท นั้นเอง
  7. ผู้ชายที่ดี คิดก่อนทำ รอโอกาส ซึ่งกว่าจะถึงเวลานั้น สาวที่เล็งไว้ก็เดินไปกลับผู้ชายอื่นที่ทำก่อนแล้วค่อยคิด
  8. ผู้ชายที่ดี ไม่ค่อยมีหัวทางศิลปะ แต่ผู้หญิงจะชอบมากที่คนรักวาดรูปตัวเองได้
  9. ผู้ชายที่ดี มัวแต่เรียนหนังสือ เล่นดนตรีไม่เป็น ซึ่ง การได้นั่งข้างๆ คนรักเล่นกีตาร์ ช่างโรแมนติก
  10. ผู้ ชายที่ดี มักเดินหนี ผู้หญิงตอนอายุ 14 เพราะอาย ไม่ชอบให้เพื่อนแซว แต่ผู้ชายไม่ดี มักเดินเข้าหา ผู้ชายที่ดี เลยต้องเดินหาตอนอายุ 24
  11. ผู้ชายที่ดี ตอนเด็กอ่านหนังสือ ไม่เล่นกีฬา แต่เด็กผู้หญิง มัก ไปดูนักฟุตบอลโรงเรียนมากกว่า อ่านหนังสือในห้องสมุด
  12. ผู้ชายที่ดี ไม่จีบคนที่มีเจ้าของ แต่ผู้ชายทั่วไปคิดว่าเขาสมควรได้อะไร จะต้องไปหามา

ผู้ชายที่นิสัยดี มักจะขี้เหร่
ผู้ชายที่หล่อ มักจะไม่สุภาพ
ผู้ชายที่ทั้งหล่อทั้งสุภาพมักจะเป็นเกย์
ผู้ชายที่หล่อ สุภาพ และไม่ใช่เกย์ มักจะแต่งงานแล้ว
ผู้ชายที่ไม่ค่อยหล่อแต่นิสัยดี มักจะไม่มีกะตังค์
ผู้ชายที่ไม่ค่อยหล่อ นิสัยดี และมีตังค์ มักจะคิดว่าเราเห็นแก่ตังค์ของเค้า
ผู้ชายที่หล่อ แต่ไม่มีตังค์ ก็มักจะเห็นแก่ตังค์ของเรา
ผู้ชายที่หล่อ นิสัยไม่ค่อยดี และเป็นชายแท้ มักจะคิดว่าเราไม่สวยพอ
ผู้ชายที่เห็นว่าเราสวย และเหมาะกับเค้า มักจะเป็นคนที่ขาดความมั่นใจ
ผู้ชายที่ค่อนข้างหล่อ และค่อนข้างสุภาพ ค่อนข้างมีฐานะ
และค่อนข้างจะเป็นชายแท้ มักจะขี้อายและกลัวที่จะเริ่มต้น
ท้ายที่สุดแล้ว ผู้ชายที่กลัวการเริ่มต้น มักจะเป็นผู้ชายที่ผู้หญิงไม่สนใจ

จากเว็บบอร์ดแห่งหนึ่ง ซึ่งก็คงเอามาจากที่อื่น เพราะเหมือนเคยเห็นตาม Fwd Mail

มันจริงมั่งหรือเปล่าเนี่ย

Mar 21

ชื่อธาตุ : Woman
สัญลักษณ์ : Wo
ผู้ค้นพบ : Man
มวลอะตอม : มาตรฐาน 50 กิโลกรัม แต่อาจแปรเปลี่ยนได้จาก 40-80 กิโลกรัม
ลักษณะทั่วไป : คล้ายกันหมดถ้าอยู่ในเขตเมือง

คุณสมบัติทางฟิสิกส์

• พื้นผิวส่วนเคลือบด้วยสารหอมระเหยและน้ำมัน บำรุงผิว
• เดือดที่อุณหภูมิต่างๆ เอาแน่ไม่ได้
• ถึงจุดเยือกแข็งทันทีทันใด โดยไม่รู้สาเหตุ และอาจอยู่ที่จุดเยือกแข็ง ได้นานเป็นอาทิตย์
• หลอมละลายหากได้รับการเอาอกเอาใจถูกวิธี
• มีรสเผ็ดและขมถ้าใช้ผิดวิธี แปรเปลี่ยนได้หลายสถานะ ตั้งแต่แข็งเป็นหินจนถึง อ่อนปวกเปียกเป็นขี้ผึ้งลนไฟ
• ไม่ทน ต่อการเสียดสี กระแทกกระทั้น

คุณสมบัติทางเคมี

• บ้างมีรสเป็นกรด บ้างหวานกว่าน้ำตาล บ้างเปรี้ยวอมหวาน
• ทำปฏิกิริยาอย่างรวดเร็วกับเพชร ทอง ทับทิม ดอกไม้ และสิ่งสวยงามทุกชนิด
• ดูดซึมข้อมูลข่าวสารรอบตัวได้มากมายมหาศาล
• อาจจะระเบิดอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า
• มีคุณสมบัติละลายเงินในกระเป๋าเมื่อเดินผ่านห้างสรรพสินค้า
• เข้ากันเป็นเนื้อเดียวกัน (compatible) กับผลไม้รสเปรี้ยว ผักสลัด และไม่เข้ากับไขมันทุกประเภท

การทดสอบ

• วัตถุตัวอย่าง จะเปลี่ยนเป็นสีชมพูเข้ม เมื่อถูกสัมผัส
• วัตถุตัวอย่าง จะเปลี่ยนเป็นสีเขียว เมื่อวางถัดจากตัวอย่างที่สวยกว่า
• วัตถุตัวอย่าง จะเปลี่ยนเป็นส่งเสียงไม่หยุด เมื่ออยู่ รวมกันเป็นกลุ่ม

ประโยชน์

• แบกโลกไว้ครึ่งหนึ่ง
• ดำรงเผ่าพันธุ์มนุษย์
• ทำให้โลกสดใส
• สร้างความอ่อนโยน ให้เกิดในสังคมมนุษย์

ข้อควรระวัง

• สัมผัสด้วยความประณีต และให้เกียรติ มิฉะนั้นอาจได้รับอันตราย
• ครอบครองได้เพียงชิ้นเดียว ใครฝ่าฝืน จะเกิดอาการ “สามเส้าดีซิส” ทำให้ทุรนทุราย อยากฆ่าตัวตาย

Mar 20

เขียนโดย ไซด์ไลน์น่ารัก

เลือกเด็ก
ดีที่สุดก้อเลือกคนที่เค้ามองพี่ ยิ้มให้พี่ละคะ แสดงว่าเค้าปิ๊งพี่ล่ะ พร้อมจะทำงานแล้วล่ะตอนนั้น ถ้าน้องคนไหนไม่มอง ไม่ยิ้มก้อแสดงว่าน้องไม่พร้อมค่ะ อาจจะหลายสาเหตุ เช่น ปวดหัว ง่วงนอน หิวข้าว ไม่ตรงสเปก ล้านแปด ที่แน่ๆ ก้อคือลุกออกจากตรงนั้นก้อโดนเชียร์แขกตบสิค่ะ วิธีที่ดีคือไม่มองหน้าแขกค่ะ ถ้าไม่อยากขึ้น แขกก้อรู้ๆไว้ด้วยเลยนะค่ะ หรือถ้าพี่มีอะไรพิเศษๆเช่น ประตูหลัง เบิ้ล ก้อบอกเชียร์แขกไปเลย เด็กส่วนใหญ่เค้าไม่ทำกันหรอกค่ะ ขึ้นไปก้อเสียอารมณ์ แบบนี้ให้เชียร์แขกเลือกให้ดีกว่านะค่ะ หรือไม่ก้อบอกน้องก่อนขึ้นได้เลยค่ะ ไม่ต้องอาย น้องๆสนใจความสุขของพี่ๆที่สุดค่ะ

ทิป
สำคัญมาก ทิปแปรผันตรงกะบริการค่ะ ทิปเยอะก้อบริการสุดยอด แนะนำว่า 1000กำลังดี ต่ำๆ ก้อ 500 ถูกใจก้อสองสามพันค่ะ บอกเลยว่าแขกคนไหนทิปพันขึ้น น้องหนูจำได้หมดล่ะค่ะ เดินเข้ามาแทบนั่งตัก และถ้าพี่ทิปเยอะนะค่ะ น้องๆจะบอกต่อๆกัน รับรองคราวหน้าพี่เข้ามา น้องๆจะยินดีต้อนรับแย่งพี่เป็นกันใหญ่ คิดดูนะคะ เรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องของเราสองคนใช่เปล่าค่ะ ทิปเชียร์แขกไปเค้าก้อไม่ได้มาอมให้พี่นี่นา เด็กเสริฟ แม่บ้าน ทิปไปทำไม รวบรวมมาให้น้องหนูดีกว่าค่ะ ยิ่งกระซิปบอกน้องไว้นะค่ะ ว่าเด่วพี่ทิปให้ โอ๊ย บริการสุดใจเลยค่ะแล้วถ้าแขกคนไหนงกนะคะ ขี้เหนียว สั่งน้ำสั่งขนมกินก้อไม่ได้ ไม่มีทิป น้องเค้าก้อบอกต่อๆกันเหมือนกันล่ะค่ะ

มาเร็วๆ
แน่นอนค่ะ มาเร็วได้เลือกก่อน เด่วนี้อ่างเปิดตั้งแต่บ่ายสอง มาก่อนได้ก่อนค่ะ แถมน้องๆยังไม่เหนื่อยด้วย รอบแรกแรงดีเสมอค่ะ

อาบน้ำ
น้องๆทุกคนรู้กันดีค่ะ เกลียดที่สุดคือแขกไม่อาบน้ำ รับรองเลยว่าถ้าพี่ไม่อาบน้ำ บริการพวกดูดๆอมๆนี่ไม่ดีแน่ คิดดู ทั้งเหงื่อทั้งกลิ่น เค็มคะ ดูดไปกลั้นใจไป มันจะดีได้ไง อาบๆมันไปเถอะค่ะ น้ำ ยังไงน้องหนูก้ออาบให้พี่อยู่แล้ว จะได้บิ้วอารมณ์ด้วยไงค่ะ แล้วก้ออย่าลืม น้ำยาบ้วนปากที่เค้ามีให้ใช้ก้อใช้ค่ะ บางคนบ่นว่าน้องไม่ให้จูบ ก้อปากพี่กลิ่นมันยังกะ…. ใครจะจูบลง ให้น้องอาบน้ำให้สบายๆ มีไรให้ใช้ก้อใช้นะค่ะ จะได้กุ๊กกิ๊กกันสนุกๆค่ะ

ห้ามถาม
อันนี้ฮามากในบรรดาไซด์ไลน์ คืดไม่รู้ว่าคุณพี่จะถามๆกันไปทำไม เรียนที่ไหน คนที่ไหน อายุเท่าไหร่ ทำไมมาทำงาน ก้อรู้ๆกันอยู่ ถามไปก้อไม่ได้ความจริงหรอกค่ะ ชื่อพวกหนูยังปลอมกันเลย ไม่รู้จะถามทำไม เรื่องแบบนี้ห้ามถามผู้หญิงนะค่ะ ผู้หญิงไม่ชอบ คิดดูนะคะ หนูกำลังจะปล้ำพี่อยู่ ถามมาได้ ครอบครัวเป็นไง ทำงานใช้หนี้เหรอ เป็นคนจังหวัดไหน หนูก้อต้องเมคๆไปสิค่ะ เลี้ยงแม่ จ่ายค่าเทอม โถ่พี่ขา หนูเป็นไซด์ไลน์ค่ะ ไม่ใช่นางงาม ถามเรื่องแบบนี้ หมดอารมณ์ค่ะ ต้องถามแบบนี้สิค่ะ ชอบกินไร เที่ยวไหน น่ารักจัง สวยจัง แบบนี้ค่ะ ตั้งใจบริการสุดๆ

คุยกะพวกหนูบ้างนะค่ะ
คือพี่ชอบแบบไหน ตรงไหน บอกหนูได้ค่ะ หนูไม่ใช่เมียพี่แฟนพี่ หนูรับได้ค่า เพื่อความสุขของพี่หนูทำได้ค่ะ ยิ้มให้หนูบ้าง เคยเจอลูกค้าบางคนเงียบมาก หนูก้อทำตัวไม่ถูกสิค่ะ มันก้อแปลกๆ อึดอัดไปเลย

ระวังโรค
อันนี้สำคัญมากค่ะ จากประสบการณ์จริงนะค่ะ น้องคนไหนเค้าอมสดใส่สดกับพี่เค้าก้อทำกับคนอื่นได้ โรคค่ะโรค ระวังนะค่ะ HIV นี่ เข้าตัวแล้วอย่างนอ้ย3เดือนถึงตรวจเจอนะคะ บางคนเป็นปี แต่ระหว่างนั้นแพร่เชื้อได้ค่ะ คิดดูนะค่ะถ้าเค้ายอมสดแลกทิปแสดงว่าเค้าร้อนเงิน ก้อต้องดูด้วยล่ะคะว่าทำไมต้องร้อนเงิน พวกหนูรายได้ดีนะค่ะ ส่วนใหญ่ ร้อนเงินก้อเที่ยว อัพยา ปาร์ตี้ เลี้ยงผัว บอกเลยว่าต้องระวังดีดีค่ะ พวกนี้เวลาไปข้างนอกไม่ใส่ปลอกหรอกค่ะ อันตรายมากๆ ไซด์ไลน์ของแท้เค้าจะสะอาดมากๆ ก้อทำงานแบบนี้ก้อต้องดูแลตัวเองสิค่ะ ต้องเซฟตัวเองด้วย คือมันไม่ใช่แค่เอดส์นะค่ะ มันมีอย่างอื่นด้วย หนองใน เชื้อรา เริม เยอะแยะ พวกนี้ติดง่ายค่ะ ไม่ต้องหลั่งแค่สอดก้อติดได้ คือเวลาคนมีอารมณ์นี่ของเหลวมันจะหลั่งออกมา ไม่ใช่แค่ตอนหลั่งค่ะ หนูก้อต้องดูค่ะ อย่างสเปสดนี่ ต้องลูกค้าประจำเท่านั้น คือ เค้ามาขึ้นกะเราคนเดียว ถ้าเราไม่อยู่เค้ากลับ นี่เชื่อใจได้ รู้จักกันมานาน น้องชายเค้าไม่มีอะไรผิดปกติ ใส่สดไม่ยอมเด็ดขาด พี่ก้อลองลองใจน้องดูนะค่ะ คนไหนเค้ายอมพี่ พี่ก้อต้องคิดแล้วว่าเค้ายอมคนอื่น ถ้าเค้าไม่สเปสดใส่สด เค้าก้อต้องมีลีลาอื่นๆมาเร้าใจทำให้พี่มีความสุขได้อยู่ดีล่ะคะ อิอิ อีกอย่างก้อคือ อย่างน้อง น้องจะไม่ให้ใครเลียที่ตรงนั้นเด็ดขาด จะจับนมจะจูบก้อได้ล่ะค่ะ เลียตรงอื่นได้ อต่ตรงนั้นอย่า พี่ๆก้อลองตรองดูนะค่ะ ว่าอันไหนมันสำคัญกว่ากัน แล้วก้อดูตอนน้องอาบน้ำอ่ะค่ะ ดูได้ คนไหนอาบน้ำพิถีพิถัน เค้าสะอาดกับตัวเองก้อพอไว้ใจได้ค่ะ

อย่าถามว่าเสร็จมั๊ย
พี่ไม่ต้องสนใจหนูหรอกค่ะ น้องๆทำงานกันมาวันนึงตั้งกี่รอบ เสร็จทุกรอบก้อเหนื่อยแย่สิค่ะ เจอคำถามนี้ทีไหน อึ้งทุกที ไม่รู้จะตอบว่าไง พี่จ่ายตังค่ารอบแล้วหนูก้อพร้อมให้พี่มีความสุข แต่ไม่ใช่ว่าหนูไม่รู้สึกดีนะค่ะ กับลูกค้าน่ารักๆ นิสัยดีดี สุภาพแบบนี้หนูก้อรู้สึกดีดีด้วย แต่การเสร็จนี่พวกหนูต้องถนอมไว้ค่ะ เพราะต้องทำรอบ ขอให้พี่พี่เข้าใจด้วยนะค่ะ อย่าถามเลย หอมแก้มหนูทีก้อดีใจแล้วค่ะ พวกน้องๆ จะชอบลูกค้าที่สุภาพค่ะ คือมียิ้มให้กันบ้าง ถามบ้างว่าอยากดื่มไรมั๊ย เท่านี้ก้อพอค่ะ จะประทับใจก้อมีพี่ๆที่เวลาทำมีถามบ้างว่าเจ็บรึเปล่า แบบนี้ก้อรู้สึกดีนะค่ะ รับรองบริการสุดใจเลยค่ะ ^^
ขอให้เที่ยวกันสนุกๆนะค่ะ

eXTReMe Tracker